Interstellar น่าจะเป็นอีกมุมมองหนึ่งของหนังแนว Dystopian เช่นเดียวกับ The Hunger Games, Divergent, The Maze Runner, The Giver, Snowpiercer และอีกหลายๆ เรื่องที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโลกใบใหม่ในอนาคต

แต่ความแตกต่างคือเรื่องราวของ Interstellar ยังอยู่ระหว่างจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ (คาดว่าน่าจะเป็นช่วงปี 2054 หรืออีก 40 ปีข้างหน้า) และโลกใบใหม่ของ

Interstellar นั้นล้ำกว่าเรื่องอื่นๆ ตรงที่ พวกเขาไม่ได้ปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลงสังคมบนโลกใบเดิม แต่กลับพยายามหาทางพามนุษยชาติไปเริ่มต้นสร้างอาณานิคมใหม่บนโลกใบอื่น

Interstellar หยิบประเด็น Climate Change หรือ Global Warming ขึ้นมาเป็นปัญหาของโลกใบนี้ โดยเอาเหตุการณ์ The Dust Bowl หรือ The Dirty Thirties ที่เคยเกิดขึ้นช่วงปี 1930s ในอเมริกา มาจำลองว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง

ความน่ากลัวของ The Dust Bowl คือโลกจะเปรียบเสมือนชามหรือโหลที่เต็มไปด้วยฝุ่น วันดีคืนดีก็มีพายุทราย ซึ่งฝุ่นทรายเหล่านี้เป็นอันตรายต่อปอดและระบบทางเดินหายใจ รวมถึงส่งผลให้สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการทำเกษตรกรรม โลกของเราจึงเริ่มขาดแคลนทั้งอาหารและอากาศที่เหมาะสมสำหรับการดำรงชีวิต

โลกในอนาคตนี้เป็นโลกที่ให้ความสำคัญกับเกษตรกรรม แม้แต่หนังสือเรียนของเด็กยังต้องเขียนเนื้อหาใหม่เกี่ยวกับการไปดวงจันทร์ของยาน Apollo เพื่อไม่ให้เด็กฝันอะไรไกลเกินกว่าการเป็นเกษตรกร

ในเมื่อโลกไม่ต้องการเทคโนโลยีเท่ากับผลผลิตทางอาหาร Cooper ( Matthew McConaughey) อดีตวิศวกรและนักบินขององค์การ NASA ต้องผันตัวมาปลูกข้าวโพดอยู่กับ Donald พ่อตา (John Lithgow) และลูกๆ อีกสองคน ได้แก่ Tom ลูกชายคนโต (Timothée Chalamet และ Casey Affleck น้องชายของ Ben Affleck) ที่ดูไปได้ดีกับการเป็นชาวไร่ และ Murph ลูกสาวคนเล็ก (Mackenzie Foy และ Jessica Chastain) ที่ฉลาดเฉลียว หัวดื้อ และได้เลือดนักวิทยาศาสตร์ของพ่อมาเต็มๆ

วันหนึ่ง Cooper กับ Murph ค้นพบแหล่งกบดาน NASA ภายใต้การดูแลของ Professor Brand (Michael Caine) และ Cooper ก็ต้องออกไปทำหน้าที่อีกครั้ง โดยการแสวงหาโลกใบใหม่เพื่อมนุษยชาติ พร้อมๆ กับ Amelia Brand (Anne Hathaway) ลูกสาวของศจ. และนักบินอีกสองคน Romilly (David Gyasi) กับ Doyle (Wes Bentley) พร้อมกับหุ่นยนต์ AI อีกสองตัว ชื่อ CASE (พากย์เสียงโดย Josh Stewart) กับ TARS (พากย์เสียงโดย Bill Irwin) ซึ่งเขาว่ากันว่าคล้ายกับคอมพิวเตอร์ AI ในหนังเก่าในตำนานเรื่อง 2001: A Space Odyssey (ปี 1968)

ถ้าเอาตัวบุคคลเป็นที่ตั้ง เราจะเห็นว่าคนเลือกไปดูหนังส่วนใหญ่เพราะนักแสดงนำในเรื่องนั้นๆ แต่กับหนังบางเรื่อง เราแทบไม่สนใจเลยว่าหนังเรื่องนั้นมีใครแสดงบ้างหรือหนังเรื่องนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เพียงแค่มีชื่อผู้กำกับฯ หรือผู้เขียนบทจ่าหน้าหนังอยู่ คนก็พร้อมใจกันไปดูโดยไม่ต้องนัดหมายแล้ว

ในยุคนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จัก Christopher Nolan ผู้กำกับฯ และนักเขียนบทมือทอง เจ้าของผลงานระดับมาสเตอร์พีซมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Memento, Batman Begins, The Prestige, The Dark Knight, Inception, The Dark Knight Rises ฯลฯ และผลงานล่าสุดของเขา Interstellar ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่คนทั้งโลกคาดหวัง ตั้งตารอ และจับตามองมาตั้งแต่ขั้นตอน Pre-Production

ขึ้นชื่อว่า Christ Nolan แล้ว เขาย่อมได้ทุนสร้างหนังมหาศาล ที่พร้อมจะรังสรรค์คุณภาพให้คนดูแบบไร้ขีดจำกัด และสามารถจ้างนักแสดงดังๆ ระดับมืออาชีพมาเล่นให้หนังของเขาตั้งแต่บทนักแสดงนำจนไปถึงนักแสดงสมทบเล็กๆ

สำหรับ Interstellar บท Cooper พระเอกของเรื่อง ตกเป็นของ Matthew McConaughey จาก U-571, Mud, Dallas Buyers Club, The Wolf of Wall Street ฯลฯ และได้นักแสดงรุ่นเดอะขาประจำของ Nolan มารับบท Professor Brand ด้วย นั่นคือลุง Michael Caine จาก Batman Begins, The Prestige, The Dark Knight, Inception, The Dark Knight Rises, Now You See Me ฯลฯ

นักแสดงนำหญิงใน Interstellar ก็โดดเด่นตั้งแต่รุ่นสาวยันรุ่นละอ่อนน้อย คนแรกที่ต้องกล่าวถึงคงต้องเป็น นักบินสาวคู่หูของพระเอกเรา หรือ Amelia Brand ซึ่งรับบทโดย

Anne Hathaway นางเอกคนสวยจาก The Princess Diaries, The Devil Wears Prada, Alice in Wonderland, Love & Other Drugs, One Day, The Dark Knight Rises, Les Misérables ฯลฯ

(โดยเฉพาะเรื่องหลังสุด ที่เธอได้ Oscar รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม)

นอกจากนี้บทของ Murph หรือ ลูกสาว Cooper ก็ไม่พูดถึงไม่ได้ บทนี้แสดงโดยสองสาวต่างวัย ที่ต่างก็โดดเด่นในจอไม่แพ้กัน โดย Murph รุ่นเด็กรับบทโดย Mackenzie Foy

จาก The Twilight Saga: Breaking Dawn และ The Conjuring ซึ่งเราขอยกนิ้วให้ว่าเป็นหนูน้อยมหัศจรรย์ และน่าจะมีอนาคตในวงการนี้อีกไกล เพราะสวยและเก่งเกินอายุมากๆ

ส่วน Murph รุ่นผู้ใหญ่ รับบทโดย Jessica Chastain

จาก The Help, Lawless, Mama, และ Zero Dark Thirty (โดยเฉพาะเรื่องหลังสุด ที่เธอได้เข้าชิง Oscar สาขานักแสดงนำหญิง)

นักแสดงสมทบใน Interstellar ก็ใช่ว่าจะโนเนม เริ่มจาก Donald พ่อตาของพระเอก รับบทโดย John Lithgow จาก Dreamgirls, Confessions of a Shopaholic, Rise of the Planet of the Apes, How I Met Your Mother ฯลฯ นอกจากนี้ นักบินอีกสองคนบนยาน Romilly และ Doyle ก็เคยปรากฏในหนังใหญ่ๆ

มาแล้วเหมือนกัน อย่าง David Gyasi ก็เคยเล่น The Dark Knight Rises, Doctor Who, และ Cloud Atlas ส่วน Wes Bentley ก็คือเฮดเกมเมคเกอร์จาก The Hunger Games (ภาค 1) นั่นเอง ตามลำดับ

ดาราใหญ่อย่าง Matt Damon จาก Good Will Hunting, Saving Private Ryan, The Bourne Identity, Elysium ก็ยังมารับเล่นเป็น Dr. Mann นักแสดงสมทบในเรื่อง ที่ออกมาเซอไพรส์กลางเรื่อง ถึงแม้บทจะไม่เยอะมาก แต่ก็แอบมีความสำคัญและเพิ่มสีสันให้กับเรื่องอยู่เหมือนกัน

Interstellar เป็นหนังพล็อตฉลาดอีกเรื่องของ Christopher Nolan แต่ยังถือว่า “คงตัว” สำหรับเขา กล่าวคือ เรื่องนี้ยังไม่ล้ำมากขนาดต้อง “ดูซ้ำถึงจะเก๊ต”แบบ Memento, The Prestige, หรือ Inception แต่เหมือนเอาไอเดียเก่าเรื่อง “เวลา” ที่เคยเล่นใน Memento และ Inception มาเล่นต่อในสเกลที่ใหญ่สุด

(ถ้าพูดตรงๆ เหมือน Inception มากกว่า ตรงที่เวลา 1 ชั่วโมงของอีกที่นึง เท่ากับหลายปีของอีกที่นึง แล้วคนแต่ละโลกจะแก่เร็วแก่ช้าต่างกัน)

การนำเสนออาจจะเป็น Sci-Fi สุดล้ำ แต่เนื้อหนังเป็น Drama ถ่ายทอดความรักแบบครอบครัวมากกว่าการเอาตัวรอดอย่างในเรื่อง Gravity เพราะใน Interstellar นี้

เราจะเห็นความรักของพ่อที่อยากจะออกไปเพื่อช่วยลูกๆ และความรักของพ่อที่อยากจะกลับมาอยู่กับลูกๆ ในวันที่พวกเขาเติบโต มากกว่าทำทุกอย่างเพื่อช่วยชีวิตคนทั้งโลก

คนดูควรเตรียมตัวเตรียมใจก่อนเลยว่า ความยาวเกือบ 3 ชั่วโมงของหนังเรื่องนี้ ในองก์แรกหรือประมาณเกือบ 1 ชั่วโมงแรก เป็นประเด็นครอบครัวของพระเอกบนโลกมนุษย์

คนที่ไม่ชอบความดราม่าอาจจะเบื่อ แต่ในความเห็นของเรา เราค่อนข้างชอบที่ Nolan สื่อความสัมพันธ์พ่อลูก อาจจะไม่ได้แปลกใหม่อะไรมาก แต่นักแสดงก็ถ่ายทอดออกมาได้ดีจนเราแอบน้ำตาซึม ดูหนังพากไทย

By Mia

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *