สุดเศร้า ครอบครัว นายธนพิชญ์ อายุ 48 ปี และ นางอังคณา พ่อและแม่ของ น้องอุ้ม วัย 16 ปี นักศึกษาสาขาคอมพิวเตอร์กราฟิก ที่เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็ม 2 โดยหลังจากที่ฉีดวัคซีนแล้ว มีอาการท้องเสียและอาเจียนหนักจนต้องเข้าห้อง ICU และเสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลลำปาง ซึ่งแพทย์ระบุสาเหตุในใบมรณบัตร เสียชีวิตจากลิ่มเลือดอุดตันในปอด ได้นำร่างไร้วิญาณ มาทำการฌาปนกิจ ที่สุสานไตรลักษณ์ ถนนลำปาง-แจ้ห่ม อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง โดยมีบรรดาญาติพี่น้อง รวมถึง ดร.ยุภาภรณ์ เทพจันทร์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง นำคณะคณาอาจารย์ รวมถึงบรรดาเพื่อนร่วมห้องเรียนของ น้องอุ้ม ร่วมไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

สุดเศร้า ครอบครัว พ่อแม่ใจสลาย ลูกสาววัย 16 เสียชีวิต หลังฉีดไฟเซอร์เข็ม 2 หมอบอก “ลิ่มเลือดอุดกั้นปอด”
บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ จากการจากไปไม่มีวันกลับ ทั้งนี้ ก่อนที่นำศพมาทำการฌาปนกิจ ได้ทางญาติได้ประกอบพิธีทางศาสนา วางผ้าบังสุกุล-มหาบังสกุล ที่ศาลาคำม่วนประชารังสรรค์ วัดศรีล้อม ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง โดยมี ดร.ยุภาภรณ์ เทพจันทร์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง เป็นประธานวางผ้าไตรมหาบังสกุล ก่อนจะนำศพไปฌาปนกิจที่สุสานไตรลักษณ์ดังกล่าว เนื่องจากว่าสภาพปัจจุบันเกิดการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้ต้องมีการปรับรูปแบบงานศพ ซึ่งปกติจะไปทำพิธีดังกล่าวที่สุสาน แต่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์โดยทำพิธีที่วัดทั้งหมด เสร็จแล้วก็เคลื่อนย้ายร่างไปสุสาน

จากนั้นบรรดาญาติพี่น้องรวมถึงเพื่อนร่วมห้องได้นำร่างไร้วิญญาณขึ้นสู่เชิงตะกอน โดยไม่มีการประกอบพิธีใดๆอีก ให้เพียงให้ทางญาติและเพื่อนๆมาดูศพเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งพ่อแม่ ญาติพี่น้องเพื่อนร่วมห้องของ น้องอุ้ม ต่างเศร้าโศกเสียใจ พากันร้องไห้ก่อนจะทำการฌาปนกิจ

อย่างไรก็ตามจากการเปิดเผยของ พ่อและแม่ของน้องอุ้ม บอกว่า หลายหน่วยงานนำพวงหรีดมาแสดงความเสียใจ และพบปะพูดคุยและให้กำลังใจ พร้อมที่จะเข้ามาให้การช่วยเหลือ ซึ่งพ่อแม่ ก็ พอใจ แต่ตอนนี้ยังอยู่ช่วงการทำใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจต้องใช้เวลาสักระยะ ส่วนการช่วยเหลือของหน่วยงานต่างๆ ทราบว่ามีการดำเนินการตามขั้นตอนอยู่ในขณะนี้

มอเตอร์ไซค์แว๊นชนท้ายเก๋ง ก่อนชนกันเองขาด 2 ท่อน อาศัยช่วงชุลมุน ยกซากรถหนีตำรวจ

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2564 เวลา 14.50 น. ศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุ สภ.หนองไผ่ ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์แต่งซิ่ง 2 คัน ได้เสียหลัก พุ่งชนท้ายรถเก๋ง ก่อนเกิดการเฉี่ยวชนกัน จนเสียหลักลงข้างทาง ส่งผลให้รถจักรยานยนต์ 1 ใน 2 คัน ถึงกับขาดออกเป็น 2 ท่อน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย จึงพร้อมด้วย มูลนิธิร่วมกตัญญู จุดหนองไผ่ รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ บนถนนทางหลวงหมายเลข 21 สายสระบุรี-หล่มสัก ช่วงหัวสะพานคลองลำมะดา พื้นที่ตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในที่เกิดเหตุ พบผู้ได้รับบาดเจ็บ เป็นนักท่องเที่ยวชายวัยรุ่น จำนวน 2 ราย ขับขี่รถจักรยานยนต์มาคนละคัน นอนได้รับบาดเจ็บ มีบาดแผลตามร่างกาย แขนผิดรูปทั้งคู่ ยังมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางกู้ภัยได้เร่งให้การช่วยเหลือทำแผล ก่อนนำส่งโรงพยาบาลหนองไผ่

แต่ในขณะเดียวกัน ปรากฎว่าในช่วงชุลมุน กลุ่มเพื่อนของผู้ประสบเหตุ ได้ช่วยกันยกซากรถจักรยานยนต์แต่งซิ่ง ไม่ทราบยี่ห้อ-ทะเบียน ขึ้นรถกระบะไม่ทราบยี่ห้อ-ทะเบียน ขับหลบหนีออกไปจากที่เกิดเหตุได้ก่อน 1 คัน และอีกคัน ซึ่งขาดออกเป็น 2 ท่อน กลุ่มเพื่อนผู้บาดเจ็บ ได้ยกขึ้นไว้บนรถแล้ว และกำลังมายกอีกครึ่งคันที่เหลือ แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้ห้ามปรามไว้ทัน จึงได้ขับรถกระบะหลบหนีตามออกไป คงเหลือเพียงเศษซากครึ่งคันไว้ให้ดูต่างหน้า ตรวจสอบพบว่าเป็นรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ

X-Max ไม่ทราบทะเบียน

และห่างกันออกไปเล็กน้อย พบรถคู่กรณี เป็นรถเก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า ซิตี้ ทะเบียน กท 285 เพชรบูรณ์ สภาพถูกชนเข้าด้านท้าย ฝั่งผู้โดยสาร จนสเกิร์ตหลังฉีก มีผู้เดินทางมาในรถ จำนวน 3 คน ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ยืนรอให้การอยู่ในที่เกิดเหตุ

จากการสอบถาม คนขับรถเก๋ง (ไม่ขอเปิดเผยนาม) เผยว่า ตนเองพร้อมครอบครัว เดินทางมาจากตัวเมืองเพชรบูรณ์ มาร่วมงานศพที่อำเภอหนองไผ่ ขณะที่กำลังจะเดินทางกลับบ้าน ได้ขับรถมาตามถนนด้วยความเร็วปกติ ขณะเดียวกันบนท้องถนน มีกลุ่มรถจักรยานยนต์ ที่กำลังเดินทางกลับจากท่องเที่ยววันหยุดจำนวนมาก จู่ๆ ได้ถูกรถจักรยานยนต์พุ่งชนท้ายด้วยความแรง จนรถเก๋งสะบัด แต่ยังควบคุมรถจอดข้างทางได้ปลอดภัย ส่วนรถจักรยานยนต์ คาดว่าได้เฉี่ยวกันล้ม รวม 2 คัน และด้วยความแรงพร้อมแรงเหวี่ยง ทำให้รถจักรยานยนต์ 1 ใน 2 คัน ถึงกับขาดออกจากกัน

รวบสาวปลอมเฟซบุ๊ก หลอกชายให้หลงรัก อ้างจะยอมหมั้นหมายกับผู้เสียหาย สุดท้ายสูญเงินกว่า 10 ล้าน

ตร.กองปราบปราม จับกุมสาวแสร้งรักหลอกชายหนุ่ม สูญเงินกว่า 10 ล้านบาท

วันนี้ (7 พ.ย. 64) ตำรวจกองปราบปราม จับกุม นางสาวชนกนันท์ (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดบุรีรัมย์ที่ 252/2564 ลงวันที่ 6 พ.ย.2564 กล่าวหาว่า “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน และฉ้อโกง” ซึ่งจับกุมได้บริเวณหน้าโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา โดยเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การสารภาพตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

โดยพฤติการณ์สืบเนื่องมาจากเมื่อประมาณต้นเดือน มิ.ย. 64 ผู้เสียหายรู้จักกับผู้ต้องหาผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยผู้ต้องหาใช้รูปหญิงสาวคนหนึ่ง อ้างชื่อ น.ส.นัดดา ในช่วงแรกผู้เสียหายโอนเงินตามที่ผู้ต้องหาร้องขอ เนื่องจากผู้ต้องหาอ้างว่ามารดาเดือดร้อนต้องการใช้เงิน ผู้เสียหายจึงโอนเงินผ่านเข้าบัญชีธนาคารจำนวนหลายครั้ง รวมมูลค่าประมาณ 210,700 บาท ต่อมาผู้ต้องหาทำทีพูดคุยตกลงหมั้นหมายกับผู้เสียหาย ด้านผู้เสียหายจึงยกเงินจำนวนดังกล่าวให้ โดยถือว่าเป็นค่าสินสอดทองหมั้น

จากนั้นผู้เสียหายกับผู้ต้องหาติดต่อพูดคุยกันผ่านเฟซบุ๊กเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 64 ผู้เสียหายตรวจพบว่าระหว่างวันที่ 19-30 มิ.ย. 64 ยอดเงินในบัญชีธนาคารหายจำนวน 2,641,000 บาท ซึ่งถูกโอนไปยังบัญชีผู้อื่น จำนวน 10 ครั้ง เป็นจำนวน 2,500,000 บาท ผู้เสียหายจึงไปแจ้งความให้พนักงานสอบสวนติดตามหาตัวคนร้าย โดยระหว่างนั้นผู้ต้องหาได้ทำการติดต่อมายังผู้เสียหายและยอมรับว่าตนเป็นคนโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปเพื่อซื้อที่ดินกับต้นไม้ พร้อมขอร้องไม่ให้ผู้เสียหายดำเนินคดีกับตน โดยอ้างว่าจะเป็นครอบครัวเดียวกันกับผู้เสียหายอยู่แล้ว และในส่วนของเงินที่เอาไปจะรีบนำมาคืนให้โดยเร็ว ผู้เสียหายจึงไม่ดำเนินคดีตามคำขอของผู้ต้องหา

ต่อมาผู้ต้องหาออกอุบายหลอกลวงผู้เสียหายอีกครั้ง อ้างว่าอยากเปิดโรงงานและจดทะเบียนการค้าเพื่อทำธุรกิจ จึงขอให้ผู้เสียหายช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ผู้เสียหายจึงให้ผู้ต้องหานำที่ดินของผู้เสียหายเนื้อที่ 9 ไร่ ประกาศขายในราคาไม่ต่ำกว่าไร่ละ 1,700,000 บาท หากขายได้ก็จะแบ่งเงินช่วยเหลือในการทำธุรกิจดังกล่าว ซึ่งต่อมาประมาณช่วงเดือน ต.ค. 64 ผู้ต้องหาอ้างกับผู้เสียหายว่าขายที่ดินแปลงดังกล่าวได้แล้วในราคา 16,700,000 บาท และได้นัดหมายให้ผู้เสียหายไปทำสัญญาโอนขายที่ดินให้กับผู้ซื้อรายหนึ่งที่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ โดยในวันทำสัญญาโอนขายที่ดิน ผู้ต้องหาอ้างว่าผู้ซื้อโอนเงินค่าซื้อขายที่ดินครบถ้วนแล้ว ผู้เสียหายจึงยอมลงชื่อในสัญญาโอนขายที่ดินดังกล่าว

ภายหลังผู้เสียหายพบว่าผู้ต้องหามีพฤติกรรมเปลี่ยนไป จึงตรวจสอบยอดเงินในบัญชีธนาคารของตน แต่พบว่าไม่มีเงินค่าซื้อขายที่ดินโอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายแต่อย่างใด ผู้เสียหายจึงสอบถามไปยังผู้ซื้อที่ดิน ทราบว่าผู้ต้องหาได้เสนอขายที่ดินให้กับผู้ซื้อในราคาเพียง 7,500,000 บาท และในวันทำสัญญาโอนขายที่ดิน ผู้ซื้อยืนยันว่าได้มอบเงินสดจำนวนดังกล่าวกับผู้ต้องหาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ได้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารแต่อย่างใด ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาตามหมายจับดังกล่าว ยิงปลา

By Mia

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *