“ดอน” เผยความคืบหน้าสหรัฐฯ เตรียมบริจาควัคซีน 1 ล้านโดส คาดว่าเป็นโมเดอร์นา ขณะที่กรมควบคุมโรคเตรียมชง ครม. เห็นชอบ

วันนี้ (9 พ.ย.) นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีความคืบหน้าที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะบริจาควัคซีนให้กับประเทศไทย ว่า กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อยู่ระหว่างการจัดทำเรื่องเพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบในการรับบริจาควัคซีนโควิด-19 จากสหรัฐอเมริกา ประมาณ 1 ล้านโดส

ทั้งนี้ วัคซีนดังกล่าวตนเข้าใจว่าเป็นยี่ห้อวัคซีนโมเดอร์นา และคาดว่าส่งถึงประเทศไทยในเร็วๆ นี้ เพราะตอนนี้ได้ผ่านกระบวนการต่างๆ ของทางสหรัฐฯ เกือบจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามว่า วัคซีนดังกล่าวจะถูกส่งถึงไทยภายในเดือนนี้ (พ.ย.) ได้หรือไม่ นายดอน กล่าวว่า อยู่ที่กรมควบคุมโรค จะเสนอเข้า ครม. เมื่อใด และถ้าผ่านความเห็นชอบจาก ครม. เมื่อใด ทุกอย่างก็จะเรียบร้อย

ผู้ป่วยสุดทนอาหาร รพ.สนาม โพสต์ระบายเป็นคนไข้ไม่ใช่นักโทษ วอนตรวจสอบงบ

ผู้ป่วยสุดทนอาหาร รพ.สนาม โพสต์ระบายเป็นคนไข้ไม่ใช่นักโทษ วอนตรวจสอบงบประมาณ อยู่บ้านยังกินอิ่มกว่านี้

(9 พ.ย.64) เพจเฟซบุ๊ก อยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทิร์น part 2 ได้รับการร้องเรียนจากผู้ป่วยโควิด ซึ่งรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลสนาม จ.ตรัง พร้อมส่งภาพอาหารที่ได้รับแต่ละมื้อนั้นค่อนข้างแย่ กับข้าวลักษณะคล้ายต้มจืด มีน้ำใสๆ กับผักและไม่กี่ชิ้น บางมื้อเป็นไข่เจียวเปล่า แต่ละมื้อรับประทานไม่อิ่ม เรื่องความอร่อยไม่ต้องพูดถึง กินเพื่อประทังชีวิตให้ผ่านไปในแต่ละมื้อเท่านั้น จึงอยากให้มีหน่วยงานลงมาตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณดูแลผู้ป่วย

ข้อความระบุว่า…

“ขอความร่วมมือหน่อยน่ะค่ะ หน่วยงานไหนก็ได้ค่ะ ช่วยลงไปตรวจสอบหน่อยค่ะ ร.พ สนามแห่งหนึ่งใน จ.ตรังคือ เป็นคนไข้น่ะค่ะ ไม่ใช่นักโทษ กล่อง 50 บาท ก็ไม่ถึงค่ะ งบลงไม่เหมือนกันหรอค่ะ เป็นแบบนี้รักษาตัวที่บ้านยังดีกว่าค่ะ ได้กินอิ่ม กว่านี้ค่ะ บ้างที่ได้กินของดีๆ อาหารว่างก็ไม่มี ต้องหากินเอง ช่วยลงไปตรวจสอบหน่อยน่ะค่ะ ขอบคุณค่ะ

-สนาม5 ที่สถาบันพละทุ่งกระบือ

-เราก็อยู่ สนาม5 ลุ้นทุกวันกับข้าวแต่ละมื้อกินไม่เคยหมดสักมื้อ กินเพื่ออย่าให้หิว ให้พ้นไปวันๆ บอกเลยว่าสุดจริงๆ

-เข้าอยู่สนาม5. ตั้งวันที่ 30 จนถึงตอนนี้ มีมื้อที่เด็กดีใจที่สุดก็ข้าวผัดวิณญาณปู มื้อเดียวนอกนั้นข้าวแกง จืดๆไข่เจียวไม่มีซอส เกือบทุกมื้อ”

ป.ป.ช.เปิดทรัพย์ “ปลัดฉิ่ง” รวย 37.5 ล้าน ปืน 15 กระบอก พระเครื่อง-วัตถุมงคล 35 รายการ

ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินของ “ปลัดฉิ่ง” ฉัตรชัย พรหมเลิศ มั่งคั่งรวม 37.5 ล้าน สะสมปืน 15 กระบอก พระเครื่องและวัตถุมงคล 35 รายการ ไร้หนี้สิน

วันนี้ (9 พ.ย.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของ นายฉัตรชัย พรหมเลิศ กรณีดำรงตำแหน่งครบ 3 ปี ระหว่างที่เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ประธานกรรมการการไฟฟ้านครหลวง กรรมการในสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 64 ซึ่งนายฉัตรชัยเพิ่งจะเกษียณอายุราชการไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา

“ดอน” ทั้งนี้ นายฉัตรชัย พร้อมนางปฤถา พรหมเลิศ คู่สมรส ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท ดี ดี ออลล์ จำกัด แสดงบัญชีทรัพย์สิน โดยระบุว่า มีรายได้ประจำปีจากเงินเดือน ค่าตอบแทน เบี้ยประชุม-โบนัส รวมทั้งสิ้น 5,412,600 บาท และมีรายจ่ายต่อปีรวมทั้งสิ้น 1,440,000 บาท

มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 37,514,883 บาท ไม่มีหนี้สิน ซึ่งเป็นทรัพย์สินของนายฉัตรชัย 27,449,779 บาท เป็นทรัพย์สินของคู่สมรส 10,065,103 บาท โดยเป็นเงินสดรวม 1,800,000 บาท เงินฝากรวม 6,581,516 บาท เงินลงทุนรวม 2,512,062 บาท ที่ดินอยู่ในชื่อคู่สมรส 1,400,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างซึ่งอยู่ในชื่อของคู่สมรสเช่นกัน จำนวน 2,687,146 บาท ยานพาหนะเป็นชื่อของนายฉัตรชัย มูลค่า 950,000 บาท สิทธิและสัมปทานอยู่ในชื่อของนายฉัตรชัย 877,358 บาท และทรัพย์สินอื่น มูลค่ารวม 20,706,800 บาท

สำหรับรายการบัญชีทรัพย์สินอื่น นายฉัตรชัย และคู่สมรส แจ้งไว้รวม 11 รายการ ประกอบด้วย อาวุธปืน 15 กระบอก พระเครื่องและวัตถุมงคล 35 รายการ นาฬิกาข้อมือชาย 1 เรือน นาฬิกาข้อมือหญิง 2 เรือน สร้อยคอทองคำ 4 เส้น สร้อยคอทองคำพร้อมจี้รูปหัวใจ 1 เส้น แหวนทองคำ 1 วง แหวนหยกเรือนทองคำ 1 วง และแหวนเพชร 1 วง

สลด แผ่นปูนถล่มทับเถ้าแก่รับเหมาวัย 62 ดับคาที่ หลังเข้ารื้อถอนอาคารไฟไหม้ย่านบางขุนเทียน

ปสลด แผ่นปูนถล่มทับเถ้าแก่รับเหมาวัย 62 ดับคาที่ หลังเข้ารื้อถอนอาคารไฟไหม้ย่านบางขุนเทียน สำนักงานเขตเผยไม่มีการขออนุญาต

เมื่อเวลา 10.45 น. (9 พ.ย.64) พ.ต.ท.สมพล บุญทา สว.(สอบสวน) สน.ท่าข้าม รับแจ้งเหตุแผ่นปูนอาคารถล่มทับคนงานเสียชีวิต ภายใน หจก.กำจรอุตสาหกรรม เลขที่ 47 ถนนท่าข้าม ซอย 14 แขวงแสมดำ เขต บางขุนเทียน กทม. จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตบางขุนเทียน แพทย์นิติเวช รพ.ศิริราช และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่เกิดเหตุเป็นอาคารสูง 4 ชั้น อดีตเคยเป็นโกดังเก็บสินค้าประเภทพลาสติก ของห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว แต่ปัจจุบันอยู่ระหว่างรื้อถอนเนื่องจากประสบเหตุเพลิงไหม้ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ พบศพ นายประวิทย์ อายุ 62 ปี ช่างที่กำลังทำงานรื้อถอนอาคารอยู่ด้านหน้าชั้นล่าง ถูกแผ่นปูนถล่มลงมาทับ สภาพศพนอนหงาย สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีน้ำเงิน นุ่งกางเกงยีนส์ขายาว มีบาดแผล กระแทกที่บริเวณใบหน้าและศีรษะ จึงมอบร่างผู้ตายให้แพทย์นิติเวช ทำการผ่าชันสูตรเพื่อหาสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง

ด้าน นายพงษ์จักรินทร์ ถาวรพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตบางขุนเทียน เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบ ไม่พบว่าเจ้าของอาคาร ได้ยื่นขออนุญาตรื้อถอนอาคารกับทางสำนักงานเขต ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศเป็นพื้นที่ห้ามใช้อาคารไปแล้วเนื่องจากประสบเหตุเพลิงไหม้ โดยหลังจากนี้จะส่งตัวแทนสำนักงานเขต เข้าแจ้งความเอาผิดกับเจ้าของอาคาร ในข้อหาทำการรื้อถอนโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ส่วนเรื่องการชดใช้ค่าสินไหมให้กับผู้ตายทางพนักงานสอบสวนจะเป็นผู้ดำเนินการ ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

พลตำรวจตรีพงศ์อานันต์ คล้ายคลึง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 9 ระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นผู้รับเหมาเข้ามารับรื้อถอน เนื่องจากอาคารแห่งนี้ เคยได้รับผลกระทบ จากเหตุเพลิงไหม้โรงงานทินเนอร์ที่อยู่ข้างเคียงเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จนอาคารได้รับความเสียหายและทางสำนักงานเขตบางขุนเทียนมีการออกคำสั่งห้ามใช้อาคารและให้รื้อถอน จนเริ่มมีการจ้างบริษัทมารื้อถอน เมื่อประมาณ 3 วันก่อน ซึ่งต่อจากนี้จะให้ พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐาน และประสานสำนักงานเขต เพื่อให้เข้าแจ้งความเนื่องจากเบื้องต้นทราบว่าการหรือถอนเปล่าไม่ได้มีการขออนุญาตถูกต้องและไม่มีผู้ควบคุมงาน

นอกจากนี้จะให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียด โดยยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนจะประกาศเป็นพื้นที่อันตรายหรือไม่ให้ทางกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ประเมินอีกครั้ง

ด้าน นายสุพจน์ สร้อยอุธา นายช่างที่รอดชีวิตอย่างหวุดหวิดจากเหตุการณ์ดังกล่าวเล่าให้ทีมข่าวฟังว่า ตนเอง ทำงานให้กับบริษัทที่รับผิดชอบในการซื้อเหล็กจากการหรือถอนของอาคาร ส่วนผู้ตายเป็นบริษัทรับจ้างรื้อถอน ซึ่งมีการเริ่มงานมาตั้งแต่ประมาณวันอาทิตย์มีกำหนดแล้วเสร็จในอีกสองวันข้างหน้า

โดยช่วงเช้าวันนี้ ตนเองมาถึงประมาณ 9 โมง ก็พบว่าผู้ตายขึ้นไปเจาะพื้นปูนที่ด้านบนแล้ว เมื่อเห็นตนเอง ได้ตะโกนบอกให้ช่วยเอาเครื่องเจาะปูนใหญ่ขึ้นมาช่วย เมื่อตนขึ้นไปถึงที่ชั้น 4 ของอาคาร ผู้ตายก็อยู่ที่บนระเบียงนอกตัวอาคาร ตนก็ปีนออกไปช่วยแต่เป็นที่ระเบียงอีกฝั่ง และผู้ตายจะเจาะกระแทกพื้นระเบียง บริเวณจุดที่เชื่อมต่อกับตัวอาคาร และตนเองทำหน้าที่ช่วยเอาเศษปูนออก ก่อนที่ในเวลาต่อมาไม่นานนักจะได้ยินเสียงคล้ายปูนลั่น และผู้ตายร้อง เฮ้ย และแผ่นระเบียงฝั่งที่ผู้ตายยืนอยู่ได้พับทรุดร่วงลง พร้อมกับผู้ตายต่อหน้าต่อตาตนเอง ตนเองจึงตะโกนบอกหัวหน้าของตนเองที่อยู่ด้านล่างว่าเถ้าแก่ตก และรีบลงมาก่อนจะพบว่า เถ้าแก่เสียชีวิตแล้ว

ส่วนสาเหตุที่แผ่นระเบียงพับตกลงมา จากประสบการณ์ที่ทำมา โดยปกติระเบียงที่ยื่นออกจากตัวอาคารจะมีเหล็กข้ออ้อยยึดเป็นคานรับน้ำหนักเอาไว้ตลอดระเบียงซึ่ง เมื่อมีการเจาะกระแทกปูนแล้วจะต้องนำแก๊สขึ้นมาตัดก่อนใช้ครีมหย่อนลงซึ่งตนเองและผู้ตายเข้าใจว่าอาคารดังกล่าวเป็นแบบนั้นแต่เมื่อระเบียงหักออกมากลับไม่พบเหล็กข้ออ้อยดังกล่าวพบเพียงเหล็กเส้นเล็กๆซึ่งไม่สามารถรับน้ำหนักได้ กินคาดว่าเป็นสาเหตุของการพังของระเบียงลงมาจนทำให้เถ้าแก่บริษัทรื้อถอนตกลงมาเสียชีวิต ยิงปลา

By Mia

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *